งานวิจัยผู้ใช้ Ctrip 31 ล้านคนเผยว่า AI Shopping และ Search ถูกใช้ร่วมกัน พร้อม 6 วิธีเตรียม Product Data ให้แบรนด์ถูกค้นพบในยุค AI

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit lobortis arcu enim urna adipiscing praesent velit viverra sit semper lorem eu cursus vel hendrerit elementum morbi curabitur etiam nibh justo, lorem aliquet donec sed sit mi dignissim at ante massa mattis.
Vitae congue eu consequat ac felis placerat vestibulum lectus mauris ultrices cursus sit amet dictum sit amet justo donec enim diam porttitor lacus luctus accumsan tortor posuere praesent tristique magna sit amet purus gravida quis blandit turpis.
At risus viverra adipiscing at in tellus integer feugiat nisl pretium fusce id velit ut tortor sagittis orci a scelerisque purus semper eget at lectus urna duis convallis. porta nibh venenatis cras sed felis eget neque laoreet suspendisse interdum consectetur libero id faucibus nisl donec pretium vulputate sapien nec sagittis aliquam nunc lobortis mattis aliquam faucibus purus in.
Nisi quis eleifend quam adipiscing vitae aliquet bibendum enim facilisis gravida neque. Velit euismod in pellentesque massa placerat volutpat lacus laoreet non curabitur gravida odio aenean sed adipiscing diam donec adipiscing tristique risus. amet est placerat.
“Nisi quis eleifend quam adipiscing vitae aliquet bibendum enim facilisis gravida neque velit euismod in pellentesque massa placerat.”
Eget lorem dolor sed viverra ipsum nunc aliquet bibendum felis donec et odio pellentesque diam volutpat commodo sed egestas aliquam sem fringilla ut morbi tincidunt augue interdum velit euismod eu tincidunt tortor aliquam nulla facilisi aenean sed adipiscing diam donec adipiscing ut lectus arcu bibendum at varius vel pharetra nibh venenatis cras sed felis eget.
ผู้บริโภคกำลังเลิกใช้ Search แล้วเปลี่ยนไปถาม AI แทนจริงหรือไม่?
หลักฐานล่าสุดชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงอาจไม่ได้เกิดขึ้นในลักษณะ “ช่องทางใหม่เข้ามาแทนช่องทางเดิม” อย่างตรงไปตรงมา แต่ผู้บริโภคกำลังใช้ AI Shopping และ Search ร่วมกัน ในแต่ละช่วงของ Customer Journey
เมื่อยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มค้นหาด้วยคำว่าอะไร ผู้บริโภคอาจอธิบายปัญหา งบประมาณ หรือเงื่อนไขที่ต้องการให้ AI ช่วยจัดระเบียบความคิด จากนั้นจึงกลับไป Search ชื่อแบรนด์ ตรวจสอบราคา อ่านรีวิว และเปรียบเทียบตัวเลือกก่อนซื้อ
AI จึงไม่ได้ทำให้ Search หายไป แต่กำลังเปลี่ยนจุดเริ่มต้นของ Product Discovery จากการพิมพ์ Keyword สั้น ๆ ไปสู่การสนทนาที่มีบริบทมากขึ้น
สำหรับแบรนด์ คำถามสำคัญจึงไม่ได้มีเพียงว่า
“เว็บไซต์ของเราติดอันดับ Search หรือไม่?”
แต่ต้องเพิ่มอีกคำถามว่า
“ข้อมูลสินค้าของเราชัดเจนและครบถ้วนพอให้ AI เข้าใจ เปรียบเทียบ และนำไปแนะนำหรือยัง?”
งานวิจัยเรื่อง Shopping with a Platform AI Assistant: Who Adopts, When in the Journey, and What For วิเคราะห์การใช้งาน “Wendao” ผู้ช่วย AI ที่ฝังอยู่ภายใน Ctrip แพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์รายใหญ่ของจีน
กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ใช้ที่เข้าสู่ระบบระหว่างวันที่ 10–24 กรกฎาคม 2025 จำนวน 31,142,353 คน โดยนักวิจัยติดตามกิจกรรมในช่วงที่กว้างขึ้นตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายนถึง 15 สิงหาคม 2025 เพื่อดูความเชื่อมโยงระหว่าง AI Chat, Keyword Search, การคลิก และการสั่งซื้อภายในแพลตฟอร์มเดียวกัน
ในกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด มีผู้ใช้ประมาณ 1.9 ล้านคน หรือ 6.1% ที่เคยเริ่มสนทนากับผู้ช่วย AI ก่อนวันที่ใช้เป็นจุดอ้างอิงของงานวิจัย และมีผู้ใช้ 188,647 คนที่สามารถเชื่อมโยงกับบทสนทนาที่เกิดขึ้นในช่วงข้อมูลที่นักวิจัยสังเกตได้
งานดังกล่าวเผยแพร่ในเดือนมีนาคม 2026 ในรูปแบบ Preprint จึงยังไม่ใช่งานวิจัยที่ผ่านกระบวนการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการฉบับสมบูรณ์ แต่ถือเป็นหลักฐานเชิงพฤติกรรมขนาดใหญ่ที่ช่วยให้เห็นว่า AI Assistant เข้าไปอยู่ตรงไหนในเส้นทางการค้นหาและตัดสินใจซื้อ
ภาพจำทั่วไปมักมองว่า ผู้ใช้งาน AI กลุ่มแรกจะเป็นคนรุ่นใหม่หรือผู้ที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี
แต่ในระบบ AI Shopping ที่ฝังอยู่ภายใน Ctrip นักวิจัยกลับพบว่าอัตราการใช้งานเพิ่มขึ้นตามอายุ
นอกจากนี้ ตัวแปรที่ช่วยทำนายการใช้งานได้ดีที่สุดไม่ใช่อายุหรือเพศ แต่เป็นระดับ Engagement ที่ผู้ใช้มีต่อแพลตฟอร์มอยู่แล้ว เช่น ระยะเวลาใช้งาน จำนวน Session และความถี่ในการเข้าสู่ระบบ
AI Shopping ไม่จำเป็นต้องเป็นเครื่องมือสำหรับ Gen Z หรือกลุ่ม Early Adopter เท่านั้น
ผู้บริโภคที่ใช้งานแพลตฟอร์มเป็นประจำและต้องรับมือกับตัวเลือกจำนวนมาก อาจเห็นประโยชน์ของ AI ได้ชัดกว่า เพราะ AI ช่วยลดภาระในการแปลงความต้องการที่ซับซ้อนให้กลายเป็น Keyword หลายชุด
ตัวอย่างเช่น
“อยากได้โรงแรมสำหรับพาพ่อแม่ไปพัก เดินไม่เยอะ ใกล้ร้านอาหาร และเดินทางจากสนามบินสะดวก”
คำถามลักษณะนี้เหมาะกับการอธิบายเป็นบทสนทนา มากกว่าการค้นหาทีละคำว่า “โรงแรมใกล้สนามบิน” “โรงแรมผู้สูงอายุ” หรือ “โรงแรมใกล้ร้านอาหาร”
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์เรื่องอายุและเพศเป็นพฤติกรรมที่พบในแพลตฟอร์มท่องเที่ยวของจีน ไม่ควรนำไปสรุปว่าผู้บริโภคสูงอายุจะใช้ AI Shopping มากกว่าคนรุ่นใหม่ในทุกตลาดและทุกแพลตฟอร์ม
งานวิจัยพบว่า AI Chat ปรากฏอยู่ในช่วงใกล้เคียงกับการค้นหาสินค้าแบบดั้งเดิม และโดยทั่วไปเกิดขึ้นก่อนการสั่งซื้อ
เมื่อพิจารณาเฉพาะ Journey ที่มีทั้ง AI Chat และ Hotel Search รูปแบบที่พบมากที่สุดคือ Interleaving หรือการสลับไปมาระหว่างสองเครื่องมือ คิดเป็น 53% ของ Journey กลุ่มนี้
อีก 26% เป็นการถาม AI ก่อน Search และ 21% เป็นการ Search ก่อนแล้วจึงกลับมาถาม AI
Customer Journey อาจเกิดขึ้นในรูปแบบต่อไปนี้
ถาม AI → Search ตัวเลือก → กลับไปถาม AI → ดูรายละเอียด → ตัดสินใจ
หรือ
Search ก่อน → พบตัวเลือกมากเกินไป → ขอให้ AI ช่วยเปรียบเทียบ → กลับไปดูหน้าสินค้า
อย่างไรก็ตาม หากมอง Journey ที่มี AI Chat ทั้งหมด งานวิจัยพบว่า 42% เป็น Chat-only Journey ซึ่งไม่มี Hotel Search อยู่ใน Journey เดียวกันด้วย แสดงว่า AI สามารถทำหน้าที่เป็นช่องทางสำรวจแบบ Standalone ได้ในบางสถานการณ์
Search เหมาะกับกรณีที่ผู้บริโภครู้แล้วว่าต้องการอะไร เช่น ชื่อแบรนด์ รุ่นสินค้า สถานที่ หรือคุณสมบัติเฉพาะ
AI เหมาะกับโจทย์ที่ยังไม่ชัด ต้องเชื่อมหลายเงื่อนไข หรือต้องการความช่วยเหลือในการจำกัดตัวเลือกและพิจารณา Trade-off
สำหรับแบรนด์ นี่หมายความว่าการทำ AI Search Optimization ไม่ควรเข้ามาแทน SEO แต่ควรเสริมกัน เพื่อให้แบรนด์ปรากฏอยู่ทั้งในช่วงที่ AI สร้าง Shortlist และช่วงที่ผู้บริโภคกลับมาตรวจสอบข้อมูลผ่าน Search
คำถามเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวหรือ Attractions คิดเป็น 42% ของคำขอทั้งหมดใน AI Chat มากที่สุดในงานวิจัยชุดนี้ ตามด้วยคำถามเกี่ยวกับโรงแรม 18% และคำถามวางแผนการเดินทาง 7%
ความแตกต่างนี้สะท้อนธรรมชาติของโจทย์แต่ละประเภท
การค้นหาโรงแรมสามารถเริ่มจากข้อมูลที่มีโครงสร้างค่อนข้างชัด เช่น วันที่ เมือง งบประมาณ หรือจำนวนดาว
แต่การวางแผนสถานที่ท่องเที่ยวอาจต้องพิจารณาหลายเงื่อนไขพร้อมกัน เช่น
โจทย์เหล่านี้แปลงเป็น Keyword สั้น ๆ ได้ยาก แต่สามารถเล่าเป็นภาษาธรรมชาติให้ AI ช่วยตีความได้ง่ายกว่า
แม้งานวิจัย Ctrip จะไม่ได้ศึกษาสินค้าค้าปลีกโดยตรง แต่ผลลัพธ์สามารถนำมาใช้ตั้งสมมติฐานเชิงกลยุทธ์กับสินค้าที่มีตัวเลือกและเงื่อนไขซับซ้อนได้ เช่น
Beauty และ Skincare
“ผิวแพ้ง่ายแต่เป็นสิวง่าย ต้องการมอยส์เจอไรเซอร์ที่ไม่หนักหน้าและใช้ร่วมกับเรตินอลได้”
เครื่องใช้ไฟฟ้า
“ต้องการเครื่องฟอกอากาศสำหรับคอนโด 35 ตารางเมตร มีแมว และอยากได้รุ่นที่เสียงเบาตอนกลางคืน”
สินค้าแม่และเด็ก
“รถเข็นรุ่นไหนเหมาะกับทารกแรกเกิด พับใส่รถขนาดเล็กได้ และสะดวกสำหรับเดินทางต่างประเทศ?”
สินค้า B2B
“ระบบใดรองรับหลายสาขา เชื่อมกับ ERP เดิม และมีทีม Support อยู่ในประเทศไทย?”
หมวดสินค้าที่ต้องอธิบาย Use Case ข้อจำกัด และ Trade-off จึงมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จาก Conversational Product Discovery มากกว่าสินค้าที่ตัดสินใจจากชื่อรุ่นหรือราคาเพียงอย่างเดียว
นี่เป็นการประยุกต์เชิงกลยุทธ์จากผลการวิจัย ไม่ใช่ข้อสรุปที่งาน Ctrip พิสูจน์กับหมวดสินค้าเหล่านี้โดยตรง
งานวิจัยอีกชิ้นที่เผยแพร่ในเดือนมิถุนายน 2026 ศึกษาพฤติกรรมบน Open Web หลังผู้ใช้งานได้รับคำแนะนำแบรนด์จาก ChatGPT, Claude และ Gemini
เมื่อ AI แนะนำแบรนด์ที่ผู้ใช้ไม่มี Engagement ในช่วงก่อนหน้า โอกาสที่ผู้ใช้จะไปค้นหาชื่อแบรนด์เดียวกันบน Google เพิ่มขึ้น 4.3 จุดเปอร์เซ็นต์ การเข้าชมเว็บไซต์ของแบรนด์เพิ่มขึ้น 2.4 จุดเปอร์เซ็นต์ และการเข้าชมหน้าแบรนด์บนเว็บไซต์ Retailer เพิ่มขึ้น 1 จุดเปอร์เซ็นต์
เส้นทางหลังได้รับคำแนะนำส่วนใหญ่ยังคงผ่าน Search
อย่างไรก็ตาม งานนี้เป็นการศึกษาเชิงสังเกต ไม่ใช่การทดลองแบบสุ่ม และนักวิจัยไม่เห็นข้อมูลธุรกรรม จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการถูก AI แนะนำทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นโดยตรง
สิ่งที่ข้อมูลช่วยสนับสนุนคือ AI สามารถทำหน้าที่เป็น Upstream Discovery Channel ซึ่งทำให้แบรนด์เข้าสู่ Consideration Set ก่อนที่ผู้บริโภคจะไปยัง Search เว็บไซต์แบรนด์ หรือ Retailer
Customer Journey ใหม่จึงอาจมีลักษณะดังนี้
Ask AI → Discover Brand → Search Brand → Compare → Visit Website or Marketplace → Purchase

หากผู้บริโภครู้จักแบรนด์จาก AI แต่กลับไปค้นหาชื่อแบรนด์บน Google ก่อนซื้อ ระบบ Last-click Attribution อาจให้เครดิตกับ Organic Search หรือ Paid Search
ทั้งที่ AI เป็น Touchpoint ที่สร้าง Awareness และนำแบรนด์เข้าสู่ Shortlist ตั้งแต่ต้น
แบรนด์จึงควรติดตามสัญญาณเพิ่มเติม เช่น
AI Visibility ไม่ได้มีลักษณะคงที่เหมือนอันดับ Search เพราะคำตอบอาจเปลี่ยนตาม Prompt บริบท โมเดล ข้อมูลที่เข้าถึง และช่วงเวลา การวัดผลจึงควรใช้ชุดคำถามที่สะท้อน Intent ของลูกค้าจริงและตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง
อีกงานวิจัยหนึ่งทดลองกับผู้ใช้แพลตฟอร์มท่องเที่ยวมากกว่า 510,000 คน โดยสุ่มให้ผู้ใช้เข้าถึง AI Assistant ที่ใช้โมเดล Reasoning หรือโมเดลที่ไม่มี Reasoning ในระดับเดียวกัน
ผลการทดลองพบว่า การเข้าถึง AI แบบ Reasoning ทำให้ยอดจองโรงแรมลดลง 2.5% โดยผู้ใช้เริ่ม Search น้อยลง ดูตัวเลือกน้อยลง และคลิกโรงแรมน้อยลง แม้จะมี Engagement กับ AI มากขึ้นก็ตาม
ผลลัพธ์ไม่ได้หมายความว่า AI ส่งผลเสียต่อ E-Commerce เสมอไป แต่แสดงให้เห็นว่า AI ซึ่งสรุปคำตอบหรือจำกัดตัวเลือกได้เร็วเกินไป อาจลด Exploration ของผู้บริโภคได้
ดังนั้น โจทย์ของ AI Shopping Experience ไม่ใช่เพียงการตอบให้เร็วหรือให้ข้อมูลมากที่สุด แต่ต้องหาสมดุลระหว่าง
ในโลกของ Search แบรนด์ให้ความสำคัญกับ Keyword, Ranking, Backlink และ Content
องค์ประกอบเหล่านี้ยังสำคัญ แต่ในยุค AI Shopping แบรนด์ต้องเพิ่มอีกชั้นหนึ่ง คือการจัดเตรียมข้อมูลให้ระบบตอบคำถามได้ว่า
OpenAI ระบุว่า Product Feed ช่วยให้ร้านค้าควบคุมความครบถ้วนและความเป็นปัจจุบันของข้อมูลสินค้าที่ปรากฏใน ChatGPT ได้มากขึ้น โดย Feed พื้นฐานต้องมีข้อมูล เช่น Product ID, Title, Description, URL, Image, Availability, Price และ Brand
ณ วันที่ตรวจสอบ Shopping ใน ChatGPT เปิดให้บริการในสหรัฐอเมริกา และระบบรับ Product Feed โดยตรงยังอยู่ระหว่างทยอยเปิดรับร้านค้าในภูมิภาคอื่น ผู้ใช้ค้นพบและประเมินสินค้าใน ChatGPT แต่การซื้อจะเสร็จสิ้นบนเว็บไซต์หรือแอปของร้านค้า
Google ก็เริ่มเปิดให้ร้านค้าส่ง Conversational Attributes เพิ่มเติมจากข้อมูลสินค้าเดิม เพื่อช่วยให้ระบบ AI เข้าใจรายละเอียดและความแตกต่างของสินค้าได้ดีขึ้น ส่วน AI Performance Insights ใน Merchant Center ยังอยู่ในโครงการนำร่องสำหรับ Merchant Center บางบัญชีในสหรัฐฯ และมีแผนขยายไปยังบางประเทศเพิ่มเติม
สำหรับแบรนด์ไทย สิ่งเหล่านี้ยังไม่ใช่ฟีเจอร์ที่ทุกธุรกิจสามารถใช้งานได้ครบถ้วนในทันที แต่เป็นสัญญาณชัดเจนว่า Product Feed กำลังเปลี่ยนจากเครื่องมือสำหรับ Shopping Ads ไปสู่ฐานข้อมูลสำคัญของ AI Product Discovery
ชื่อสินค้า แบรนด์ รุ่น ราคา สต็อก สี ขนาด รูปภาพ URL และเงื่อนไขจัดส่ง ควรสอดคล้องกันระหว่างเว็บไซต์ Marketplace และ Product Feed
หากราคาใน Feed ไม่ตรงกับหน้าสินค้า หรือใช้ชื่อรุ่นต่างกันในแต่ละช่องทาง ระบบอาจเชื่อมโยงข้อมูลผิดหรือไม่มั่นใจว่าข้อมูลใดเป็นปัจจุบัน
เป้าหมายแรกจึงไม่ใช่การเขียนเนื้อหาให้ยาวขึ้น แต่คือการสร้าง Single Source of Truth สำหรับข้อมูลสินค้า
Product Description แบบเดิมอาจระบุว่า
“เครื่องฟอกอากาศ HEPA กำลังไฟ 45 วัตต์ รองรับพื้นที่ 40 ตารางเมตร”
ข้อมูลที่รองรับ Conversational Query ควรเพิ่มบริบทว่า
“เหมาะสำหรับห้องนอนหรือคอนโดขนาดไม่เกิน 40 ตารางเมตร บ้านที่มีสัตว์เลี้ยง และผู้ที่ต้องการลดฝุ่น PM2.5 โดยมีโหมดเสียงเบาสำหรับใช้งานตอนกลางคืน”
AI ต้องเข้าใจทั้งว่า สินค้าคืออะไร และ เหมาะกับสถานการณ์แบบใด
ผู้บริโภคไม่ได้ถามเพียงว่า “รุ่นไหนดีที่สุด” แต่อาจถามว่า
แบรนด์ควรมีข้อมูลอย่างตารางเปรียบเทียบ จุดเด่น ข้อจำกัด กลุ่มผู้ใช้ที่เหมาะสม และเหตุผลในการเลือกระหว่างแต่ละรุ่น
ข้อมูลที่อธิบาย Trade-off อย่างตรงไปตรงมา มีประโยชน์ต่อการตัดสินใจมากกว่าข้อความที่ระบุว่าสินค้าทุกด้าน “ดีที่สุด”
ข้อมูลที่ช่วยให้ทั้งผู้บริโภคและ AI ประเมินความน่าเชื่อถือประกอบด้วย
สำหรับคำกล่าวอ้างเกี่ยวกับสุขภาพ ความปลอดภัย หรือประสิทธิภาพ ควรมีหลักฐานและแหล่งข้อมูลรองรับอย่างชัดเจน
ข้อมูลไม่ควรอยู่เฉพาะในรูปภาพ วิดีโอ Tab ที่ต้องคลิก หรือ Element ที่แสดงผ่าน JavaScript โดยไม่มีข้อความในหน้าเว็บ
Adobe รายงานว่า Product Detail Page ของเว็บไซต์ค้าปลีกในสหรัฐฯ ที่บริษัทตรวจสอบมีคะแนน Machine Readability เฉลี่ยเพียง 66% หมายความว่าข้อมูลบางส่วนซึ่งผู้ใช้งานมองเห็นอาจยังไม่สามารถเข้าถึงได้ครบถ้วนโดยระบบ AI
แบรนด์ควรตรวจสอบองค์ประกอบ เช่น
แบรนด์ยังต้องติดตาม Organic Ranking, Branded Search และ Conversion จาก Search
ขณะเดียวกัน ควรเริ่มตรวจสอบว่า
Google เริ่มทดลองแบ่ง AI Shopping Query ออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ Discovery, Evaluation และ Purchase ภายใน AI Performance Insights ซึ่งสะท้อนว่า การวัด Visibility ในอนาคตอาจต้องดูมากกว่าอันดับหรือ Click เพียงตัวเดียว
SEO ยังสำคัญ แต่หน้าที่กำลังขยายออกไป
Search Engine และ AI Assistant ต่างต้องอาศัยเว็บไซต์ Product Feed รีวิว และแหล่งข้อมูลภายนอกเพื่อทำความเข้าใจสินค้า
SEO ที่ดีช่วยให้
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ แบรนด์ไม่ควรสร้างเนื้อหาเพื่อจับ Keyword เพียงอย่างเดียว แต่ต้องตอบคำถามที่เกิดขึ้นตลอดกระบวนการพิจารณาสินค้า
จากเป้าหมายเดิมคือ
ติดอันดับเมื่อผู้บริโภคค้นหา
กำลังขยายไปสู่
ถูกเข้าใจและถูกนำไปพิจารณาเมื่อผู้บริโภคถาม AI
ผู้บริโภคอธิบายปัญหา เป้าหมาย งบประมาณ และข้อจำกัดให้ AI ช่วยทำความเข้าใจ
AI ถามต่อเพื่อแยกความต้องการ เช่น ขนาด รูปแบบการใช้งาน หรือสิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากที่สุด
AI สรุปประเภทสินค้า รุ่น หรือแบรนด์ที่อาจเหมาะสม พร้อมอธิบายข้อแตกต่าง
ผู้บริโภคกลับไป Search อ่านรีวิว ตรวจสอบราคา สต็อก ร้านค้า และความน่าเชื่อถือ
ผู้บริโภคซื้อผ่านเว็บไซต์แบรนด์ Marketplace หรือ Retailer ที่เสนอเงื่อนไขและประสบการณ์เหมาะสมที่สุด
ใน Journey นี้ AI ไม่จำเป็นต้องเป็นจุดจบของการซื้อ แต่อาจเป็นผู้ช่วยซึ่งจัดระเบียบความต้องการและกำหนดว่าแบรนด์ใดจะได้เข้าสู่ Shortlist ตั้งแต่ต้น
การมาถึงของ AI Shopping ไม่ได้หมายความว่า Search กำลังหายไป
แต่กำลังทำให้เส้นแบ่งระหว่าง Search, Recommendation และ Conversation เลือนลงเรื่อย ๆ
ผู้บริโภคยังคงใช้ Search เพื่อตรวจสอบราคา อ่านรีวิว เปรียบเทียบร้านค้า และเข้าถึงช่องทางซื้อ แต่ก่อนจะมาถึงขั้นตอนนั้น AI อาจมีบทบาทในการตีความความต้องการและกำหนดตัวเลือกแรกที่ผู้บริโภคเห็น
การแข่งขันจึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบนหน้าผลการค้นหา แต่เริ่มตั้งแต่ช่วงที่ AI พยายามทำความเข้าใจคำถามของผู้บริโภค
ผู้ชนะในยุคนี้อาจไม่ใช่แบรนด์ที่เขียน Product Description ยาวที่สุดหรือใส่ Keyword มากที่สุด
แต่คือแบรนด์ที่มีข้อมูลสินค้า ถูกต้อง มีโครงสร้าง อธิบาย Use Case ได้ เปรียบเทียบง่าย และน่าเชื่อถือเพียงพอ ให้ผู้บริโภค Search Engine และ AI เข้าใจตรงกัน
จาก Keyword สู่ Conversation เป้าหมายใหม่ของแบรนด์ไม่ใช่เพียงการถูกค้นพบ แต่คือการถูกเข้าใจมากพอที่จะได้รับการแนะนำ
AI Shopping คือการใช้ AI ช่วยสำรวจ ค้นหา เปรียบเทียบ และเลือกสินค้า ผู้บริโภคสามารถอธิบายความต้องการด้วยภาษาธรรมชาติ ถามคำถามต่อเนื่อง และให้ AI ช่วยพิจารณาข้อจำกัดหลายด้านพร้อมกัน
หลักฐานจาก Ctrip แสดงว่า AI Chat สามารถทำงานได้ทั้งแบบ Standalone และแบบใช้ร่วมกับ Search โดยเมื่อ Journey มีทั้งสองเครื่องมือ รูปแบบที่พบมากที่สุดคือการสลับใช้งานไปมา จึงมีแนวโน้มว่าจะเป็นเครื่องมือที่เสริมและเปลี่ยนวิธีใช้ Search มากกว่าการแทนที่ทั้งหมด
AI ต้องใช้ข้อมูล เช่น ชื่อสินค้า ราคา สต็อก คุณสมบัติ Use Case และความแตกต่างระหว่างตัวเลือก เพื่อประเมินว่าสินค้าใดเหมาะกับคำถามของผู้บริโภค ข้อมูลที่ไม่ครบหรือไม่ตรงกันอาจทำให้สินค้าไม่ถูกแสดงหรือถูกอธิบายอย่างคลาดเคลื่อน
ยังต้องทำ เพราะผู้บริโภคอาจกลับไป Search หลังได้รับคำแนะนำจาก AI และ AI เองก็ใช้ข้อมูลจากเว็บไซต์ Product Feed และแหล่งข้อมูลบนเว็บ การทำ SEO จึงต้องขยายจากการจับ Keyword ไปสู่การสร้างข้อมูลที่ตอบ Intent และอ่านได้โดยระบบหลายประเภท
สินค้าที่มีตัวเลือกมาก ต้องพิจารณาหลายเงื่อนไข หรือมี Use Case เฉพาะ เช่น Travel, Beauty, Electronics, สินค้าแม่และเด็ก และผลิตภัณฑ์ B2B มีแนวโน้มได้รับประโยชน์ เพราะผู้บริโภคสามารถอธิบายปัญหาและข้อจำกัดเป็นบทสนทนาได้ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจริงต้องทดสอบแยกตามหมวดสินค้าและกลุ่มลูกค้า
หมายเหตุ: งานวิจัย Ctrip เป็น Preprint และศึกษาผู้ใช้แพลตฟอร์มท่องเที่ยวในประเทศจีน ผลลัพธ์จึงควรถูกใช้เป็นข้อมูลเชิงทิศทาง ไม่ควรนำตัวเลขไปอ้างแทนพฤติกรรมของผู้บริโภคทุกประเทศหรือทุกหมวดสินค้าโดยตรง ข้อมูลผลิตภัณฑ์และฟีเจอร์ของ OpenAI และ Google อ้างอิงจากสถานะที่ตรวจสอบล่าสุด ณ วันที่ 5 สิงหาคม 2569 และอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามการเปิดให้บริการในแต่ละประเทศ