ถอดรหัสข้อเสนอจากสมาคมอีคอมเมิร์ซไทย กับโจทย์ใหญ่เรื่องค่าธรรมเนียม ข้อมูลลูกค้า และการแข่งขันบน Marketplace

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit lobortis arcu enim urna adipiscing praesent velit viverra sit semper lorem eu cursus vel hendrerit elementum morbi curabitur etiam nibh justo, lorem aliquet donec sed sit mi dignissim at ante massa mattis.
Vitae congue eu consequat ac felis placerat vestibulum lectus mauris ultrices cursus sit amet dictum sit amet justo donec enim diam porttitor lacus luctus accumsan tortor posuere praesent tristique magna sit amet purus gravida quis blandit turpis.
At risus viverra adipiscing at in tellus integer feugiat nisl pretium fusce id velit ut tortor sagittis orci a scelerisque purus semper eget at lectus urna duis convallis. porta nibh venenatis cras sed felis eget neque laoreet suspendisse interdum consectetur libero id faucibus nisl donec pretium vulputate sapien nec sagittis aliquam nunc lobortis mattis aliquam faucibus purus in.
Nisi quis eleifend quam adipiscing vitae aliquet bibendum enim facilisis gravida neque. Velit euismod in pellentesque massa placerat volutpat lacus laoreet non curabitur gravida odio aenean sed adipiscing diam donec adipiscing tristique risus. amet est placerat.
“Nisi quis eleifend quam adipiscing vitae aliquet bibendum enim facilisis gravida neque velit euismod in pellentesque massa placerat.”
Eget lorem dolor sed viverra ipsum nunc aliquet bibendum felis donec et odio pellentesque diam volutpat commodo sed egestas aliquam sem fringilla ut morbi tincidunt augue interdum velit euismod eu tincidunt tortor aliquam nulla facilisi aenean sed adipiscing diam donec adipiscing ut lectus arcu bibendum at varius vel pharetra nibh venenatis cras sed felis eget.
ท่ามกลางภาพรวมของตลาดอีคอมเมิร์ซไทยในปี 2569 ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดจนทะลุหลักล้านล้านบาท แต่หากเรามองลึกลงไปในโครงสร้างห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของผู้ประกอบการรายย่อยหรือ SME ไทย เราจะพบความท้าทายครั้งสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นหลังบ้าน
เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (THECA) นำโดย คุณกุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ ได้เข้ายื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อสะท้อนถึงข้อจำกัดและความกดดันด้านต้นทุนของร้านค้าออนไลน์ไทย ซึ่งผลสำรวจระบุว่าปัจจุบัน SME ไทยมีอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ย (Net Profit Margin) เหลือเพียง 2.3% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างเปราะบางสำหรับการเติบโตในระยะยาว

จากการรวบรวมข้อมูลข้อร้องเรียนของผู้ประกอบการไทยกว่า 500 ราย ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ทางสมาคมฯ ได้สรุปประเด็นหลัก 5 ด้านที่เป็นแรงกดดันสำคัญต่อการทำธุรกิจออนไลน์ในปัจจุบัน:
เมื่อแบรนด์พึ่งพาแพลตฟอร์ม Marketplace เป็นช่องทางขายหลักมากขึ้น สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่โอกาสในการเข้าถึงลูกค้า แต่ยังรวมถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อการบริหารธุรกิจในระยะยาว โดยเฉพาะใน 3 มิติสำคัญ
เพื่อสร้างระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซที่เป็นธรรม (Fair Ecosystem) สมาคมอีคอมเมิร์ซไทยได้นำเสนอแนวทางที่ต้องการความชัดเจนในกรอบเวลา 3-6 เดือน ดังนี้:
1. Platform Regulation (การกำกับดูแลที่สมดุล): ศึกษาและถอดบทเรียนการควบคุมแพลตฟอร์มดิจิทัลจากต่างประเทศ เช่น อินเดีย จีน เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย เพื่อกำหนดเพดานค่าธรรมเนียมให้เหมาะสมกับบริบทธุรกิจไทย
2. Joint Committee (การตั้งคณะกรรมการร่วม): จัดตั้งหน่วยงานกลางที่มีตัวแทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อเป็นพื้นที่รับฟังและแก้ไขปัญหาร้องเรียนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
3. Thai First Policy (การสนับสนุนผู้ค้าในประเทศ): ใช้มาตรการทางภาษีและสิทธิประโยชน์เพื่ออุ้มชูร้านค้าที่จดทะเบียนถูกต้องในไทย ช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น
ในมุมของภาครัฐ ดร.สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล และ คุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ในฐานะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ให้ความเห็นเชิงบวกว่า ปัจจุบันไทยมีเครื่องมือทางกฎหมายพร้อมอยู่แล้ว นั่นคือ ประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เรื่องการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569
ความท้าทายหลังจากนี้จึงไม่ใช่การออกกฎหมายใหม่ แต่คือการผสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานหลักอย่าง กขค., ETDA และกรมการค้าภายใน ในการทำงานเชิงรุก บังคับใช้แนวปฏิบัติที่มีอยู่ให้เกิดผลจริง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทยรายย่อยก่อนที่จะสายเกินไป
บทสรุปจาก Priceza Insights: การขับเคลื่อนตลาดอีคอมเมิร์ซระดับล้านล้านบาทให้ยั่งยืน ไม่ได้วัดกันที่ความมั่งคั่งของแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง แต่วัดที่ "ความแข็งแกร่งของกลไกฐานราก" อย่าง SME มาตรการทางนโยบายในอีก 6 เดือนข้างหน้าจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการสร้างมาตรฐานใหม่ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตในโลกดิจิทัลได้อย่างมั่นคงและเป็นธรรม