เจาะกติกา E-Commerce ไทย 2569 และ 5 พฤติกรรมแพลตฟอร์มที่อาจกระทบต่อต้นทุน การมองเห็นสินค้า และการแข่งขันของร้านค้าและแบรนด์

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit lobortis arcu enim urna adipiscing praesent velit viverra sit semper lorem eu cursus vel hendrerit elementum morbi curabitur etiam nibh justo, lorem aliquet donec sed sit mi dignissim at ante massa mattis.
Vitae congue eu consequat ac felis placerat vestibulum lectus mauris ultrices cursus sit amet dictum sit amet justo donec enim diam porttitor lacus luctus accumsan tortor posuere praesent tristique magna sit amet purus gravida quis blandit turpis.
At risus viverra adipiscing at in tellus integer feugiat nisl pretium fusce id velit ut tortor sagittis orci a scelerisque purus semper eget at lectus urna duis convallis. porta nibh venenatis cras sed felis eget neque laoreet suspendisse interdum consectetur libero id faucibus nisl donec pretium vulputate sapien nec sagittis aliquam nunc lobortis mattis aliquam faucibus purus in.
Nisi quis eleifend quam adipiscing vitae aliquet bibendum enim facilisis gravida neque. Velit euismod in pellentesque massa placerat volutpat lacus laoreet non curabitur gravida odio aenean sed adipiscing diam donec adipiscing tristique risus. amet est placerat.
“Nisi quis eleifend quam adipiscing vitae aliquet bibendum enim facilisis gravida neque velit euismod in pellentesque massa placerat.”
Eget lorem dolor sed viverra ipsum nunc aliquet bibendum felis donec et odio pellentesque diam volutpat commodo sed egestas aliquam sem fringilla ut morbi tincidunt augue interdum velit euismod eu tincidunt tortor aliquam nulla facilisi aenean sed adipiscing diam donec adipiscing ut lectus arcu bibendum at varius vel pharetra nibh venenatis cras sed felis eget.
เมื่อ Logistics, Payment, Algorithm และค่าธรรมเนียม ไม่ได้เป็นเพียง “เงื่อนไขการใช้งานของแพลตฟอร์ม” แต่กำลังกลายเป็นประเด็นด้านความเป็นธรรมและการแข่งขันทางการค้า
ในวันที่ Marketplace ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเชื่อมผู้ซื้อกับผู้ขาย แพลตฟอร์มจำนวนมากยังควบคุมการค้นหาและจัดอันดับสินค้า การโฆษณา การชำระเงิน การจัดส่ง การเข้าร่วมโปรโมชั่น ตลอดจนข้อมูลที่ใช้ตัดสินว่าผู้บริโภคจะมองเห็นสินค้าใดก่อนหรือหลัง
เมื่อองค์ประกอบสำคัญของการขายออนไลน์อยู่ภายใต้ระบบเดียว แพลตฟอร์มจึงมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขที่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุน ยอดขาย และความสามารถในการแข่งขันของร้านค้า
ประเทศไทยจึงเริ่มมี กติกา E-Commerce ใหม่ เพื่อกำหนดกรอบพิจารณาว่า การใช้อำนาจของแพลตฟอร์มในลักษณะใดอาจเป็นการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ผูกขาด ลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขัน
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจ 5 พฤติกรรมสำคัญที่ร้านค้า แบรนด์ และผู้ให้บริการใน E-Commerce Ecosystem ควรติดตาม
ประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่องแนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและการกระทำอันเป็นการผูกขาด ลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขันในการประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มหลายด้าน ประเภทธุรกิจ E-Commerce ถูกเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569 เป็นต้นมา
ประกาศนี้ไม่ได้สร้างฐานความผิดใหม่แยกออกจากกฎหมายเดิม แต่ทำหน้าที่เป็นแนวทางประกอบการพิจารณาพฤติกรรมภายใต้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 เพื่อให้การกำกับดูแลธุรกิจแพลตฟอร์มมีความชัดเจนและสอดคล้องกับลักษณะของตลาดดิจิทัลมากขึ้น
ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ามีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการกำกับดูแลและป้องปรามพฤติกรรมทางการค้าในธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลโดยเฉพาะ เพื่อขับเคลื่อนมาตรการ ติดตามพฤติกรรม และประสานความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้มีส่วนได้เสีย โดยสำนักงาน กขค. เผยแพร่ข่าวดังกล่าวในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569
ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนว่า การกำกับดูแลแพลตฟอร์มไม่ได้อยู่เพียงในระดับการจัดทำแนวทาง แต่กำลังเข้าสู่ช่วงของการติดตามและพิจารณากรณีที่เกิดขึ้นจริงมากขึ้น
Multi-sided Platform คือพื้นที่ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมผู้ใช้งานตั้งแต่สองกลุ่มขึ้นไปให้สามารถทำธุรกรรม แลกเปลี่ยน หรือพึ่งพาบริการระหว่างกัน
ในบริบทของ E-Commerce ผู้เล่นในระบบไม่ได้มีเพียงแพลตฟอร์ม ผู้ซื้อ และผู้ขาย แต่ยังรวมถึง
ประกาศครอบคลุมแพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการซื้อขายสินค้าและบริการ รวมถึง E-Marketplace, Social Marketplace และแพลตฟอร์มรูปแบบอื่นที่เชื่อมการทำธุรกรรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
ลักษณะสำคัญของตลาดนี้คือ Network Effect ยิ่งมีผู้ซื้อจำนวนมากก็ยิ่งดึงดูดผู้ขาย และยิ่งมีผู้ขายมากก็ยิ่งทำให้ผู้ซื้อมีเหตุผลที่จะใช้งานแพลตฟอร์มมากขึ้น
ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มยังถือครองข้อมูล ควบคุมระบบจับคู่ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย และบริหารการจัดลำดับสินค้าผ่านอัลกอริทึม จึงอาจมีอำนาจในการกำหนดทิศทางของตลาดมากกว่าตัวกลางทางการค้าทั่วไป
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าแพลตฟอร์มสามารถมีกติกาได้หรือไม่ แต่คือกติกานั้นมีเหตุผล โปร่งใส และไม่กีดกันผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นเกินสมควรหรือไม่

พฤติกรรมทั้ง 5 ข้อต่อไปนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพฤติกรรมที่ปรากฏในแนวทางของ กขค. ไม่ใช่รายการทั้งหมด และไม่ได้หมายความว่าการกระทำเหล่านี้จะเป็นความผิดโดยอัตโนมัติ
การพิจารณายังต้องอาศัยข้อเท็จจริง เหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ เทคโนโลยี ความสัมพันธ์ทางสัญญา และผลกระทบต่อการแข่งขันในแต่ละกรณี
หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ การกำหนดให้ร้านค้าต้องใช้บริการขนส่งของแพลตฟอร์ม หรือผู้ให้บริการที่แพลตฟอร์มกำหนดไว้เท่านั้น
แนวทางของ กขค. ระบุถึงกรณีที่ผู้ขายไม่สามารถเลือกบริการขนส่งอื่นได้ รวมถึงการตั้งผู้ให้บริการรายหนึ่งเป็นค่าเริ่มต้น หรือ Default Setting และผู้ขายไม่สามารถยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าดังกล่าวได้โดยสะดวก
ผู้ให้บริการขนส่งไม่ได้กระทบเพียงค่าจัดส่ง แต่ยังเกี่ยวข้องกับ
ร้านค้าที่ขายสินค้าชิ้นใหญ่ แตกหักง่าย แช่เย็น หรือมีข้อกำหนดเฉพาะ อาจต้องการบริการ Logistics ที่แตกต่างจากร้านค้าทั่วไป
หากร้านค้าไม่มีสิทธิเลือกผู้ให้บริการ ความสามารถในการบริหารต้นทุนและควบคุม Customer Experience ก็อาจลดลงตามไปด้วย
ร้านค้าไม่สามารถปิดหรือเปลี่ยนผู้ขนส่งที่ระบบกำหนด ไม่มีเหตุผลชัดเจนว่าทำไมผู้ให้บริการบางรายจึงถูกนำออกจากตัวเลือก หรือมีการกำหนดให้ใช้บริการที่แพลตฟอร์มหรือบริษัทในเครือมีผลประโยชน์ทางธุรกิจ
เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 มีการยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ กขค. เกี่ยวกับกรณีแพลตฟอร์มบังคับเลือกบริการขนส่ง โดยเป็นการขอให้หน่วยงานตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงยังไม่ควรสรุปว่าผู้ประกอบธุรกิจรายใดกระทำผิดจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยตามกระบวนการ
แพลตฟอร์มสามารถสร้างความสะดวกให้ร้านค้าด้วยระบบชำระเงิน โปรโมชั่น และบริการโฆษณาแบบครบวงจร
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การกำหนดให้ร้านค้าต้องใช้บริการใดบริการหนึ่งโดยไม่สามารถปฏิเสธหรือเลือกผู้ให้บริการรายอื่นได้ อาจกลายเป็นการจำกัดทางเลือกและเพิ่มภาระทางธุรกิจ
แนวทางของ กขค. กล่าวถึงพฤติกรรมที่อาจต้องได้รับการพิจารณา เช่น
ตัวอย่างที่ปรากฏในประกาศรวมถึงกิจกรรม Double-date Sale ระบบ Payment Channels และการซื้อบริการจาก Media Advertiser ที่แพลตฟอร์มกำหนด
การเสนอแพ็กเกจโฆษณา ระบบชำระเงิน หรือโปรโมชั่น ไม่ได้หมายความว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เป็นธรรมทันที
สิ่งที่ควรตั้งคำถามคือ ร้านค้าสามารถปฏิเสธได้จริงหรือไม่ การไม่เข้าร่วมส่งผลต่อการมองเห็นหรือสิทธิประโยชน์อื่นหรือไม่ และแพลตฟอร์มแจ้งต้นทุนกับเงื่อนไขอย่างชัดเจนเพียงใด
ในมุมของแบรนด์ การเข้าร่วมแคมเปญอาจช่วยเพิ่มยอดขายระยะสั้น แต่หากต้องใช้ส่วนลด โฆษณา และเครื่องมือของแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่องเพียงเพื่อรักษาระดับการมองเห็นเดิม ต้นทุนในการขายอาจเพิ่มขึ้นเร็วกว่ายอดขายและกระทบ Margin ในระยะยาว
บนหน้าร้านจริง ตำแหน่งชั้นวางมีผลต่อยอดขาย ส่วนบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ตำแหน่งในผลการค้นหา หน้าแนะนำ และ Feed ก็มีผลต่อยอดขายเช่นเดียวกัน
ความแตกต่างคือ ร้านค้าแทบไม่สามารถมองเห็นกระบวนการทำงานภายในของอัลกอริทึมได้
แนวทางของ กขค. ระบุถึงการใช้ระบบอัลกอริทึมเพื่อปิดกั้นหรือจำกัดการมองเห็นสินค้า หรือ Visibility Reduction โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร รวมถึงการใช้ระบบจัดอันดับราคาที่ส่งผลต่อราคาสินค้าหรือบริการในตลาดอย่างไม่เป็นธรรม
เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าแพลตฟอร์มต้องเปิดเผย Source Code หรือไม่สามารถเปลี่ยนระบบจัดอันดับได้ เพราะอัลกอริทึมยังมีความจำเป็นต่อการบริหารสินค้าจำนวนมาก การตรวจจับการฉ้อโกง และการนำเสนอสินค้าที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้งาน
สิ่งที่กำลังถูกตั้งคำถามคือ หลักเกณฑ์ในการลดหรือเพิ่มการมองเห็นมีความเป็นธรรมและมีเหตุผลรองรับหรือไม่
อย่างไรก็ตาม Traffic และอันดับสินค้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้จากหลายปัจจัย ทั้งราคา รีวิว ความต้องการของตลาด คุณภาพคอนเทนต์ และประสิทธิภาพการจัดส่ง
ร้านค้าจึงไม่ควรสรุปจากยอดขายที่ลดลงเพียงอย่างเดียว แต่ควรเก็บข้อมูลเปรียบเทียบก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของแพลตฟอร์ม
แพลตฟอร์มบางแห่งไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีสินค้า บริการ Logistics ระบบชำระเงิน บริการโฆษณา หรือธุรกิจในเครืออยู่ภายใน Ecosystem เดียวกัน
สถานการณ์นี้ทำให้แพลตฟอร์มมีสองบทบาทพร้อมกัน คือเป็นทั้ง “เจ้าของสนาม” และ “ผู้เล่นในสนาม”
แนวทางของ กขค. กล่าวถึง Self-preferencing หรือการเอื้อประโยชน์ให้สินค้าและบริการของตนเองเหนือคู่ค้ารายอื่นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เช่น การจัดวางสินค้าในตำแหน่งเด่นบนหน้าแรกโดยไม่ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นพื้นที่โฆษณา
แนวทางยังกล่าวถึง Data Leveraging หรือการนำข้อมูลที่แพลตฟอร์มได้รับจากคู่ค้าไปใช้สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันแก่ธุรกิจของตนเอง รวมถึงการให้ประโยชน์แก่บริการของตนเหนือกว่าคู่ค้ารายอื่น
แพลตฟอร์มสามารถมองเห็นข้อมูลภาพรวมที่ผู้ขายแต่ละรายไม่สามารถเข้าถึงได้ เช่น
หากข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปพัฒนาสินค้าหรือบริการของแพลตฟอร์ม และแพลตฟอร์มยังควบคุมการจัดอันดับสินค้า คู่ค้ารายอื่นอาจอยู่ในสถานะเสียเปรียบ
อย่างไรก็ตาม การแสดงสินค้าของแพลตฟอร์มในตำแหน่งเด่นไม่ได้ผิดเสมอไป โดยเฉพาะกรณีที่ระบุชัดว่าเป็น Sponsored Placement หรือพื้นที่โฆษณา และมีเงื่อนไขที่โปร่งใส
ต้นทุนการขายบน Marketplace ในปัจจุบันไม่ได้มีเพียง Commission Fee แต่อาจประกอบด้วยค่าธรรมเนียมหลายรายการ เช่น
ประกาศของ กขค. กล่าวถึงพฤติกรรมด้านราคา เช่น การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราที่สูงเกินสมควร การกำหนดอัตราตามคู่แข่งขัน การคิดอัตราแตกต่างกันระหว่างผู้ประกอบธุรกิจที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการเดียวกันโดยไม่มีเหตุผล และการสร้างภาระเกินสมควรโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าในระยะเวลาที่เหมาะสม
แนวทางยังครอบคลุมการเปลี่ยนเงื่อนไขทางการค้า การปรับวิธีดำเนินการ และการประวิงเวลาจ่ายค่าสินค้าหรือบริการโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าที่เหมาะสม
อัตราค่าธรรมเนียมต้องพิจารณาควบคู่กับบริการที่แพลตฟอร์มจัดหาให้ ต้นทุนทางเทคโนโลยี ความปลอดภัย การจัดการธุรกรรม และสภาพการแข่งขันในตลาด
ประเด็นที่ร้านค้าและแบรนด์ควรพิจารณาคือ
สำหรับแบรนด์ สิ่งสำคัญคือไม่ควรมองเฉพาะ Commission Rate แต่ควรคำนวณ Total Cost of Platform ซึ่งรวมค่าธรรมเนียม โฆษณา โปรโมชั่น ส่วนลด Affiliate Logistics และต้นทุนการดำเนินงานทั้งหมด
ประกาศของ กขค. ไม่ได้ระบุว่าพฤติกรรมทั้งหมดที่กล่าวมาจะเป็นความผิดโดยอัตโนมัติ
การกระทำอาจไม่ถือว่าไม่เป็นธรรมหากมีเหตุผลอันสมควรทางเศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ หรือเทคโนโลยี เป็นแนวปฏิบัติทางการค้าที่เหมาะสม หรือไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการแข่งขันโดยรวมของตลาด
การพิจารณายังต้องดูองค์ประกอบอื่น เช่น
ดังนั้น ในการสื่อสารควรใช้คำว่า “อาจเข้าข่าย” “เป็นพฤติกรรมที่ต้องพิจารณา” หรือ “กำลังถูกจับตามอง” มากกว่าการสรุปว่าพฤติกรรมใดผิดกฎหมายทันที
เก็บ Terms and Conditions, Seller Policy, Fee Schedule และประกาศเปลี่ยนแปลงทุกเวอร์ชัน พร้อมวันที่ได้รับแจ้งและวันที่เริ่มใช้จริง
การมีเฉพาะเงื่อนไขฉบับล่าสุดอาจไม่เพียงพอ หากต้องการวิเคราะห์ว่าการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นเมื่อใดและส่งผลต่อธุรกิจอย่างไร
ไม่ควรรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดไว้ในหมวด “ค่าธรรมเนียม Marketplace”
ควรแยก Commission, Payment, Logistics, Ads, Affiliate, Promotion และส่วนลดที่ร้านค้าร่วมรับผิดชอบ เพื่อให้มองเห็นต้นทุนที่แท้จริงและเปรียบเทียบแต่ละช่วงเวลาได้
ข้อมูลสำคัญประกอบด้วย
เมื่อเกิดความผิดปกติ ร้านค้าจะสามารถวิเคราะห์ได้ว่าเป็นผลจาก Demand ประสิทธิภาพของสินค้า หรือเกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนเงื่อนไขของแพลตฟอร์ม
กรณีไม่สามารถเปลี่ยนขนส่ง ช่องทางชำระเงิน หรือยกเลิกบริการเสริม ควรเก็บ Screenshot, Error Message, Ticket Number และคำตอบจาก Seller Support
หลักฐานที่มีวัน เวลา และลำดับเหตุการณ์จะช่วยให้การตรวจสอบทำได้ชัดเจนกว่าการอาศัยความรู้สึกเพียงอย่างเดียว
กติกาใหม่อาจช่วยเพิ่มกรอบความเป็นธรรม แต่ไม่สามารถทดแทนกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงของธุรกิจได้
แบรนด์ยังควรกระจายช่องทางขาย พัฒนา Owned Channels เก็บ First-party Data และสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้านอก Marketplace เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของแพลตฟอร์มหนึ่งส่งผลต่อธุรกิจทั้งหมด
สำหรับแพลตฟอร์ม การกำหนดเงื่อนไขอาจต้องมีเหตุผลที่อธิบายได้ โปร่งใสมากขึ้น และคำนึงถึงผลกระทบต่อการแข่งขันระหว่างผู้เล่นภายในระบบ
สำหรับร้านค้าและแบรนด์ แนวทางใหม่ช่วยสร้างกรอบสำหรับตั้งคำถามกับเงื่อนไขที่อาจไม่เป็นธรรมได้ชัดเจนขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าร้านค้าจะสามารถเลือกทุกบริการได้โดยไม่มีข้อจำกัด
สำหรับผู้ให้บริการ Logistics, Payment, Advertising และเทคโนโลยี แนวทางดังกล่าวอาจช่วยเปิดโอกาสให้การแข่งขันเกิดขึ้นมากขึ้น หากแพลตฟอร์มไม่สามารถปิดกั้นผู้ให้บริการภายนอกโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
สิ่งที่ควรติดตามหลังจากนี้คือคำวินิจฉัยและแนวปฏิบัติจากกรณีจริง เพราะจะช่วยทำให้เส้นแบ่งชัดเจนขึ้นว่า กติกาแบบใดเป็นการบริหารแพลตฟอร์มตามปกติ และกติกาแบบใดอาจเป็นการจำกัดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
ประกาศถูกเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569
ไม่สามารถสรุปได้ทันที ต้องพิจารณาเหตุผล ความจำเป็น ทางเลือกที่ร้านค้ามี และผลกระทบต่อการแข่งขันในแต่ละกรณี แต่การบังคับใช้ผู้ขนส่งที่แพลตฟอร์มกำหนดโดยร้านค้าไม่สามารถเปลี่ยนได้ เป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่ระบุไว้ในแนวทางของ กขค.
แพลตฟอร์มยังสามารถบริหารระบบค้นหาและจัดอันดับสินค้าได้ แต่การใช้อัลกอริทึมเพื่อปิดกั้นหรือจำกัดการมองเห็นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร อาจเป็นพฤติกรรมที่ต้องได้รับการพิจารณา
ค่าธรรมเนียมสูงเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าไม่เป็นธรรม ต้องดูบริการที่ได้รับ ต้นทุน เหตุผลในการกำหนดอัตรา ความแตกต่างระหว่างคู่ค้า และการแจ้งล่วงหน้าประกอบกัน
ในวันที่ Marketplace กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการค้าออนไลน์ อำนาจของแพลตฟอร์มไม่ได้อยู่เพียงการเชื่อมผู้ซื้อกับผู้ขาย แต่อยู่ในความสามารถในการกำหนดว่าใครจะถูกมองเห็น ใครสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ในต้นทุนเท่าใด และผู้ให้บริการรายใดสามารถเข้ามาแข่งขันในระบบได้บ้าง
กติกาใหม่ของ กขค. จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อปฏิเสธบทบาทของแพลตฟอร์ม แต่เป็นความพยายามสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพของระบบ นวัตกรรม และการแข่งขันที่เป็นธรรมภายใน E-Commerce Ecosystem
สำหรับร้านค้าและแบรนด์ สิ่งสำคัญหลังจากนี้คือการเข้าใจต้นทุนที่แท้จริง เก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ติดตามการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข และลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งมากเกินไป
เพราะในโลก E-Commerce ยุคใหม่ ความสามารถในการแข่งขันอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครขายได้มากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าใครเข้าใจกติกา มองเห็นความเสี่ยง และบริหารความสัมพันธ์กับแพลตฟอร์มได้ดีกว่ากัน
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อสรุปข้อมูลและวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ ไม่ถือเป็นคำปรึกษาหรือคำวินิจฉัยทางกฎหมาย การพิจารณาว่าพฤติกรรมใดเข้าข่ายความผิดต้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและกระบวนการตามกฎหมายในแต่ละกรณี